Last updated: 28 ก.ย. 2569 | 92 จำนวนผู้เข้าชม |
ในวันที่ฝนตกหนัก หลายคนคงเคยเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดู เรดาร์ฝน เพื่อเช็กว่ากลุ่มฝนอยู่ตรงไหน กำลังเคลื่อนเข้ามาหาเราหรือไม่ และอีกนานแค่ไหนกว่าฝนจะเบาลง
ภาพกลุ่มสีเขียว เหลือง ส้ม และแดงที่เคลื่อนตัวอยู่บนแผนที่ จึงกลายเป็นข้อมูลที่เราใช้ประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่จะออกจากบ้านเมื่อไร ควรเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่ ไปจนถึงการติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่เสี่ยง
แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า
คำตอบของสองคำถามนี้พาเราไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยี ที่อยู่เบื้องหลังการเฝ้าระวังสภาพอากาศ และโลกของข้อมูลที่กว้างกว่าเพียงภาพเรดาร์ฝน
Weather Radar หรือเรดาร์ตรวจอากาศ ทำงานโดยส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปในบรรยากาศ เมื่อคลื่นเดินทางไปกระทบกับหยดน้ำหรืออนุภาคของหยาดน้ำฟ้า พลังงานบางส่วนจะสะท้อนกลับมายังสถานีเรดาร์
จากสัญญาณที่กลับมา ระบบสามารถประมวลผลเพื่อบอกได้ว่า บริเวณใดมีฝน และการสะท้อนกลับมีความเข้มมากน้อยเพียงใด
กรมอุตุนิยมวิทยาใช้ Doppler Weather Radar ซึ่งนอกจากใช้ตรวจวัดฝนและฝนฟ้าคะนองแล้ว ยังสามารถใช้ติดตามพายุเมื่อเคลื่อนเข้าสู่รัศมีตรวจจับของเรดาร์ได้ด้วย

สิ่งที่เราเห็นบนแผนที่เรดาร์ไม่ใช่สีจริงของก้อนเมฆหรือฝน แต่เป็นการนำค่าที่เรดาร์ตรวจวัดได้มาแสดงเป็นระดับสี เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นความแตกต่างของความเข้มของสัญญาณได้ง่ายขึ้น
โดยทั่วไป บริเวณที่มีค่าการสะท้อนกลับสูงขึ้น มักสัมพันธ์กับหยาดน้ำฟ้าที่มีความเข้มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การอ่านภาพเรดาร์อย่างถูกต้องต้องพิจารณาร่วมกับ มาตราส่วนหรือ Legend ของภาพจากแหล่งข้อมูลนั้น ไม่ควรตัดสินจากสีเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากคือการดู ภาพเรดาร์ต่อเนื่องตามเวลา เพราะจะทำให้เห็นว่ากลุ่มฝนกำลังก่อตัว สลายตัว หรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด

การติดตามภาพเรดาร์ต่อเนื่องตามเวลา ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงและทิศทางการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝน ซึ่งให้ข้อมูลมากกว่าการดูภาพเรดาร์เพียงช่วงเวลาเดียว ดังนั้น ประโยชน์ของเรดาร์ไม่ได้อยู่ที่ภาพเดียว แต่คือการติดตาม การเปลี่ยนแปลงตามเวลา
เรดาร์ตรวจอากาศมีหลายย่านความถี่ ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและระยะหวังผลแตกต่างกัน
กรมอุตุนิยมวิทยาระบุการใช้งานเรดาร์หลัก 3 ชนิด ได้แก่ X-band ซึ่งเหมาะกับการตรวจวัดฝนในระยะใกล้ รัศมีหวังผลประมาณ 100 กิโลเมตร, C-band ประมาณ 250 กิโลเมตร และ S-band ซึ่งมีรัศมีหวังผลมากกว่า 300 กิโลเมตร และเหมาะกับการตรวจฝนหนักถึงหนักมากหรือพายุที่มีกำลังแรง
จึงไม่มีเรดาร์ชนิดใดที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ แต่เป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับพื้นที่ และวัตถุประสงค์ในการตรวจวัด

นี่คือจุดที่ต้องแยกระหว่าง การตรวจจับฝน กับ การประเมินสถานการณ์น้ำท่วม
เรดาร์ตรวจอากาศเป็นข้อมูลสำคัญในการบอกว่า ฝนกำลังเกิดขึ้นที่ไหน มีความเข้มอย่างไร และกลุ่มฝนกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด
แต่การเกิดน้ำท่วมมีปัจจัยมากกว่านั้น
ฝนปริมาณเท่ากันอาจสร้างผลกระทบไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ เพราะยังขึ้นอยู่กับฝนสะสมก่อนหน้า ระดับน้ำในแม่น้ำและคลอง ความสามารถในการระบายน้ำ ความลาดชันของภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนปริมาณน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ
เรดาร์ฝนเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถบอกภาพสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมดได้ สิ่งที่จำเป็นคือการนำข้อมูลหลายประเภทมาวิเคราะห์ร่วมกัน
ลองจินตนาการว่าเรากำลังมองเหตุการณ์เดียวกัน ผ่านเซนเซอร์และข้อมูลหลายชุด

เมื่อเรดาร์ตรวจอากาศช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบรรยากาศ ดาวเทียมสำรวจโลก หรือ Earth Observation Satellite สามารถเข้ามาช่วยเติมภาพของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นดิน
โดยเฉพาะดาวเทียมที่ใช้ Synthetic Aperture Radar หรือ SAR ซึ่งสามารถตรวจพื้นผิวโลกผ่านเมฆและทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงมีประโยชน์อย่างมากในการติดตามพื้นที่น้ำท่วม ในช่วงที่มักมีเมฆปกคลุมหนาแน่น
หลักการหนึ่งที่ใช้ในการทำ Flood Mapping คือการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นที่ก่อนและหลังเกิดเหตุ เพื่อจำแนกพื้นที่ที่ถูกน้ำปกคลุม และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างแผนที่ขอบเขตน้ำท่วม
สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยแสดงให้เห็นการใช้งานจริงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากดาวเทียม RADARSAT-2 ที่ GISTDA เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ตรวจพบพื้นที่น้ำท่วมขังประมาณ 822,464 ไร่ ในหลายจังหวัดของภาคกลาง

ในโลกของการบริหารจัดการภัยพิบัติ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การมีข้อมูลจากเซนเซอร์ชนิดใดชนิดหนึ่งมากที่สุด แต่คือความสามารถในการนำข้อมูลที่แตกต่างกันมาประกอบเข้าด้วยกัน
เรดาร์อาจบอกว่าฝนกำลังมา
สถานีตรวจวัดบอกว่าฝนตกสะสมไปแล้วเท่าไร
เซนเซอร์ระดับน้ำบอกว่าน้ำในแม่น้ำกำลังเพิ่มขึ้น
ดาวเทียมแสดงให้เห็นขอบเขตพื้นที่ที่น้ำเข้าท่วมแล้ว
ขณะที่ข้อมูลภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน ประวัติการเกิดน้ำท่วม และแบบจำลอง ช่วยเติมบริบทให้เราเข้าใจว่าเหตุการณ์นั้นอาจส่งผลกระทบต่ออะไรต่อไป
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน สิ่งที่เราได้จึงไม่ใช่เพียง แผนที่ แต่คือ Situational Awareness ความเข้าใจสถานการณ์ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ในวันที่ฝนตกหนัก ภาพเรดาร์สีเขียว เหลือง และแดง ที่เราเปิดดูบนโทรศัพท์อาจดูเหมือนข้อมูลธรรมดาชุดหนึ่ง แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นคือหนึ่งในระบบตรวจวัด ที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า
และเมื่อนำข้อมูลจากเรดาร์มาประกอบกับข้อมูลฝน ระดับน้ำ ดาวเทียม Earth Observation ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และแบบจำลอง เราจะเริ่มมองเห็นมากกว่าคำถามว่า ฝนกำลังตกที่ไหน?
เพราะในการรับมือกับภัยพิบัติ การมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นหมายความว่าอย่างไรต่างหาก ที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น
18 ส.ค. 2569