ร้อน..ไม่ไหวแล้วว! ปีนี้ไทยจะร้อนแค่ไหนกันแน่? ​

Last updated: 20 เม.ย 2569  |  123 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ร้อน..ไม่ไหวแล้วว! ปีนี้ไทยจะร้อนแค่ไหนกันแน่? ​

ปีนี้ไม่ว่าจะดูโพยพยากรณ์จากสำนักไหน ก็มักพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นปีของเอลนีโญ ปีร้อน และปีแล้ง จนหลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วมันจะร้อนสักแค่ไหนกันเชียว?” คำตอบคือ ความร้อนที่เรากำลังพูดถึง ไม่ได้มีแค่ร้อนแบบที่คนไทยคุ้นเคยในหน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังมีความร้อนอีกแบบที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือ ความร้อนจากคลื่นความร้อน หรือ Heatwave ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต และภาคเศรษฐกิจมากกว่าร้อนธรรมดาหลายเท่า​

อธิบายง่าย ๆ คือ อากาศร้อนมีได้ 2 แบบ แบบแรกคือ ร้อนตามปกติ แม้อุณหภูมิจะสูง แต่บรรยากาศยังพอระบายได้ มีลมพัด อากาศยังถ่ายเท ร่างกายยังพอรับมือไหว ส่วนอีกแบบคือ ร้อนจากคลื่นความร้อน ซึ่งไม่ได้แค่ “อุณหภูมิสูง” แต่เป็นสภาวะที่ความร้อนสะสมต่อเนื่องหลายวัน บรรยากาศระบายได้ไม่ดี ลมน้อย และกลางคืนก็ยังไม่ค่อยเย็น ทำให้ความร้อนค้างอยู่กับพื้นที่นั้นนานผิดปกติ แบบนี้เองที่ทำให้คำว่า “ปีร้อน” ในทางวิชาการ ไม่ได้หมายถึงแค่แดดแรง แต่หมายถึงความเสี่ยงที่ความร้อนจะยกระดับจากเรื่องน่ารำคาญ ไปสู่เรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ​

Heatwave เป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เสียชีวิตได้เลยนะครับ โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูงต่อเนื่องหลายวัน ร่วมกับความชื้นสูง ลมน้อย และกลางคืนไม่เย็นลง ร่างกายจะยิ่งสูญเสียความสามารถในการคุมอุณหภูมิ จนนำไปสู่ภาวะอันตราย เช่น อ่อนเพลียจากความร้อน ภาวะขาดน้ำ และรุนแรงที่สุดคือ ลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งอาจทำให้ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญล้มเหลวได้ ยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่เมืองร้อนจัด ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นครับ โดยในไทยมีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากความร้อน 63 รายในปี 2567 และ 21 รายในปี 2568​

แล้วปีนี้ คลื่นความร้อนจะร้อนแค่ไหน?​
ถ้าดูจากการคาดการณ์จากหลายสำนัก ปีนี้เป็นปีที่ลักษณะอากาศใกล้เคียงกับปี 2566 (ดูข้อมูลการวิเคราะห์ได้จากโพสก่อนหน้า) ซึ่งเป็นอีกปีที่ไทยเผชิญอากาศร้อนจัดอย่างชัดเจน จากข้อมูล AFP, Air temperature from the global deterministic prediction system (ภาพที่ 1-2) จะเห็นว่าในช่วงเดือนเมษายน ปี 2566 ประเทศไทยเคยเกิด Heatwave และมีอุณหภูมิสูงสุดแตะ 44.6°C กันเลยดีเดียว ​
 


แต่ทั้งนี้ ความน่ากลัวจะไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิที่วัดได้จริงอย่างเดียว แต่จะมีอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึก (Feels Like) ด้วย ซึ่งอุณหภูมิจริง 44.6°C แต่ร่างกายอาจจะรู้สึกเหมือน 52°C ได้ เพราะสิ่งที่คนเรารับรู้ไม่ได้ขึ้นกับ “อุณหภูมิอากาศอย่างเดียว” แต่ขึ้นกับว่า ร่างกายระบายความร้อนได้ดีแค่ไหนด้วย โดยตัวแปรสำคัญคือ ความชื้นในอากาศ, ลม, แดด, และความร้อนที่แผ่ออกจากพื้นผิวรอบตัว​

หลักการง่าย ๆ คือ ร่างกายคนเราระบายความร้อนผ่านเหงื่อที่ระเหยออกจากผิวหนัง ถ้าอากาศร้อนมากอยู่แล้ว และยังมีความชื้นสูง เหงื่อจะระเหยได้ช้าลง ร่างกายจึงคายความร้อนไม่ทัน แม้อุณหภูมิจริงจะอยู่ที่ 44.6°C แต่ภาระความร้อนที่ร่างกายต้องแบกรับจะสูงกว่านั้นมาก จึงเกิดค่าที่เรียกว่า feels like หรือ ดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่อาจพุ่งไปถึง 52°C ได้ ซึ่งเป็นระดับอันตราย และเพิ่มความเสี่ยงต่ออ่อนเพลียจากความร้อน, ขาดน้ำ, และฮีทสโตรก ได้อย่างมาก​

พูดให้เห็นภาพคือ​
44.6°C = อุณหภูมิอากาศที่เครื่องมือวัดได้จริง ​
52°C = ความรู้สึกเชิงสรีรวิทยาที่ร่างกายเผชิญ หลังรวมผลของความชื้นและสภาพแวดล้อมเข้าไปแล้ว ​

นอกจากความชื้นแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้ “รู้สึกเหมือนร้อนกว่าอุณหภูมิจริง” เช่น​
  แดดจัด ทำให้ร่างกายรับรังสีความร้อนเพิ่ม ​
  ลมน้อย ทำให้ความร้อนและเหงื่อค้างอยู่รอบตัว ​
  พื้นคอนกรีต/ถนน/อาคาร แผ่ความร้อนกลับออกมา ​
  อยู่กลางแจ้งนาน ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนต่อเนื่อง ​

ดังนั้น ปีนี้มีแววร้อนกว่าปีก่อน ๆ และโอกาสเกิด Heatwave ก็สูงมาก แถมยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้ค่า Heat Index พุ่ง จนร่างกายรู้สึกร้อนกว่าตัวเลขอุณหภูมิที่วัดได้จริง ยังไงก็อย่าประมาทนะครับ ดูแลสุขภาพ ดื่มน้ำให้พอ เลี่ยงแดดจัด และเตรียมตัวรับมือกันไว้ด้วยครับ​

ที่มาข้อมูล
- AFP, Air temperature from the global deterministic prediction system, Environment and Climate Change Canada, April 2023 ​
- ThaiPBS, เปิดสถิติปี 68 ช่วงหน้าร้อน พบป่วย "โรคลมร้อน" 182 คน เสียชีวิต 21 คน, มี.ค. 2569​

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้