พื้นที่ปลูกต้นไม้ของเรา สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่?

Last updated: 17 ส.ค. 2569  |  68 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พื้นที่ปลูกต้นไม้ของเรา สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่?

เราคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตกันมาบ่อยแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนที่มีเนื้อที่ปลูกต้นไม้ หรือปลูกป่าอยู่ ก็คงยังสงสัยว่า แปลงปลูกที่มีสามารถสร้างรายได้ลักษณะนี้ได้หรือไม่? มาครับ มาลองตรวจสอบเบื้องต้นกันก่อนว่า เราเข้าข่ายที่จะสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้หรือไม่ สรุปมาให้สั้นๆ 6 ขั้นตอนครับ 

 

ข้อที่ 1. มีพื้นที่เพียงพอหรือไม่?

ถ้าเป็น โครงการป่าไม้ตาม Standard T-VER *หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) พัฒนาโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

โดยทั่วไปต้องมีพื้นที่โครงการ อย่างน้อย 10 ไร่
แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแปลงเดียวกัน สามารถนำหลายพื้นที่มารวมเป็นโครงการได้ตามเงื่อนไขของ อบก.

  มี 10 ไร่ขึ้นไป      ไปต่อ
x  น้อยกว่า 10 ไร่   อาจไม่เข้าเกณฑ์โครงการป่าไม้ประเภทนี้
       ต้องตรวจสอบประเภทโครงการอื่น หรือรวมกลุ่มกับเจ้าของแปลงรายอื่น

  

ข้อที่ 2. มีกรรมสิทธิในพื้นที่หรือไม่?

 

ต้องตรวจสอบว่า

พื้นที่มีเอกสารสิทธิ / สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

เพราะการมีพื้นที่อยู่ในครอบครองอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำพื้นที่นั้นมาพัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตได้
เอกสารสิทธิ์ที่ยอมรับได้เช่น โฉลดที่ดิน (น.ส. 4), หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 , น.ส. 3ข.) , เอกสารสิทธิ์ที่ดินของรัฐ, หนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของรัฐ หรือ เอกสารสิทธิ์อื่นๆ ตามกฎหมาย

  มีสิทธิชัดเจน      ไปต่อ
x สิทธิไม่ชัดเจน    ต้องตรวจสอบก่อน

  

ข้อที่ 3. กิจกรรมบนพื้นที่ของคุณ ตรงตามข้อกำหนดของ T-VER หรือไม่?

ปัจจุบัน Standard T-VER มี methodology หรือมาตรฐานของหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นโดย อบก. เพื่อใช้คำนวณ ตรวจสอบ และประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้จริงจากโครงการ T-VER สำหรับหลายกิจกรรม ตัวอย่างสำหรับภาคป่าไม้และการเกษตร (FOR&AGR]  เช่น การปลูกป่าอย่างยั่งยืน, สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว และการปลูกพืชเกษตรยืนต้น พื้นที่ฟื้นฟูป่า เช่นป่าพรุ, ป่าชายเลน หรือพื้นที่ที่มีการจัดการเพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น

  เข้าลักษณะกิจกรรมที่มี methodology รองรับ    ไปต่อ

   

ข้อที่ 4. พื้นที่กักเก็บคาร์บอนได้เท่าไร?


         การที่จะทราบว่าพื้นที่นี้กักเก็บคาร์บอนได้มากแค่ไหน หรือ มี Carbon Credit เท่าไร
ต้องมีการสำรวจและเก็บข้อมูลจริงจากภาคสนาม + Satellite + LiDAR/GIS เพื่อประเมินว่า

ต้นไม้มีมากแค่ไหน   Biomass เท่าไร   Carbon Stock เท่าไร  เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่าไร?

การนำข้อมูลมาคำนวณเริ่มตั้งแต่

  • นำความสูงต้นไม้ (เมตร) x เส้นผ่านศูนย์กลาง (เซ็นติเมตร) ทั้งบนดินและใต้ดินมาคำนวณหามวลชีวภาพ (Biomass) โดยต้องอาศัยข้อมูล จำนวนต้น ชนิดต้นไม้ อายุ หรือปีที่ปลูกร่วมด้วย

  • แปลงมวลชีวภาพที่ได้เป็นปริมาณคาร์บอน หรือ Carbon Stock ซึ่งโดยทั่วไป
    Biomass 1 ตัน ≈ Carbon 0.47–0.50 ตัน

  • นำค่า Carbon Stock มาเปลี่ยนเป็น CO2 equivalent  Stock (เทียบเคียงเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์)

  • คำนวณว่าในแต่ละปีมีค่า CO2 เพิ่มขึ้นเท่าไร โดยการเปรียบเทียบค่า CO2 equivalent Stock ของแต่ละช่วงปี ก็จะสามารถทราบค่าปริมาณการปล่อยหรือลดก๊าซเรือนกระจกต่อปีของพื้นที่นั้นๆ ได้หน่วยที่ใช้วัดคือ "ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี" (tonnes of carbon dioxide equivalent per year; tCOeq / year )


        กว่าจะได้ค่า Carbon Credit มีขั้นตอนที่ยุ่งยากหลายขั้นตอน ข้อมูลตรงนี้แหละครับที่แพลตฟอร์ม CarbonWatch ของเราเข้ามาช่วยคุณหาคำตอบได้


 คำนวณปริมาณ Carbon Stock ได้      ไปต่อ 

 

ข้อที่ 5. จัดทำเอกสารและขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER

       เอกสารที่ต้องทำเพื่อขอขึ้นทะเบียน T-VER เรียกว่า PDD (Project Design Document)
หรือ เอกสารข้อเสนอโครงการ ซึ่งต้องระบุรายละเอียดพื้นที่ วิธีดำเนินงาน วิธีคำนวณ และแผนติดตามคาร์บอน
โดยต้องส่งเอกสาร PDD ให้กับ หน่วยงาน VVB (Validation and Verification Body) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการ

เมื่อ VVB ตรวจสอบแล้วว่าโครงการที่เสนอมีความถูกต้อง และเป็นไปตาม Methodology และข้อกำหนดของ T-VER เราจึงสามารถนำเอกสารนี้ไปยื่นให้ อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) เพื่อขอ“ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER” ต่อไป

เมื่อ อบก. พิจารณาว่าโครงการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) จึงจะได้รับการขึ้นทะเบียน T-VER

  อบก. รับขึ้นทะเบียน T-VER      ไปต่อ

 

ข้อที่ 6. ติดตามผลและรับรอง Carbon Credit

 

เมื่อขึ้นทะเบียน T-VER แล้วจะต้องทำการติดตามและเก็บข้อมูลผลที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเติบโตของต้นไม้และการเปลี่ยนแปลงของ Carbon Stock

จากนั้นจัดทำรายงานผล และให้ VVB ทำ Verification หรือทวนสอบว่าปริมาณการลด/กักเก็บ CO₂ ที่รายงานมีหลักฐานและถูกต้องตาม Methodology

เมื่อผ่านการทวนสอบ จึงยื่น อบก. เพื่อขอรับรอง Carbon Credit

  ได้รับการรับรอง → นำ Carbon Credit ไปใช้หรือสร้างมูลค่าได้

    

  หากคุณรู้ขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังไม่มั่นใจ ปรึกษาทีมงานของ  Earth Insight เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ​ CarbonWatch   เพื่อขอคำปรึกษาได้ครับ

 



สำหรับใครที่ยังมีคำถามเกี่ยวกับว่า เราจะปลูกต้นไม้ขายเนื้อไม้ ควบคู่ไปกับการขายคาร์บอนเครดิตได้ไหม หรือเลือกแบบไหนคุ้มกว่า มีข้อที่ต้องระวังในการทำการตัดต้นไม้อย่างไร ในกรณีที่เข้าโครงการขายคาร์บอนเครดิต รอติดตามในตอนหน้าครับ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้