Last updated: 4 ส.ค. 2569 | 62 จำนวนผู้เข้าชม |
หลักการง่าย ๆ นี้กำลังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศในปัจจุบัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาดาวเทียมมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของกล้อง เซนเซอร์ และระบบประมวลผล เพื่อให้เก็บข้อมูลจากอวกาศได้แม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวทางใหม่กำลังได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว นั่นคือ การลดระดับวงโคจรของดาวเทียมให้เข้าใกล้โลกมากกว่าเดิม
แม้ชื่อของ VLEO อาจยังไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป แต่ในแวดวงอวกาศ เทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการจับตามองในฐานะอีกก้าวสำคัญของการสำรวจโลก (Earth Observation) เพราะการเข้าใกล้พื้นโลกมากขึ้น ช่วยให้ดาวเทียมสามารถเก็บข้อมูลที่มีรายละเอียดสูงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดหรือความซับซ้อนของอุปกรณ์บนดาวเทียม
ปัจจุบัน ดาวเทียมสำรวจโลกส่วนใหญ่ปฏิบัติภารกิจใน Low Earth Orbit (LEO) ซึ่งครอบคลุมระดับความสูงประมาณ 400-2,000 กิโลเมตร จากพื้นโลก
ส่วน VLEO (Very Low Earth Orbit) โดยทั่วไปหมายถึงวงโคจรที่ต่ำกว่า 450 กิโลเมตร และหลายโครงการวิจัยเลือกปฏิบัติภารกิจที่ระดับเพียง 150-300 กิโลเมตร

แม้จะต่างกันเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แต่สำหรับวิศวกรอวกาศ ความแตกต่างนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะที่ระดับดังกล่าว ดาวเทียมไม่ได้โคจรอยู่ในสุญญากาศสมบูรณ์อีกต่อไป แต่ยังได้รับอิทธิพลจากชั้นบรรยากาศเบาบางของโลก ทำให้ต้องเผชิญกับแรงต้านอากาศ (Atmospheric Drag) และการกัดกร่อนจาก Atomic Oxygen มากกว่าดาวเทียมในวงโคจร LEO ทั่วไป
ความจริงแล้ว VLEO ไม่ใช่แนวคิดใหม่ นักวิจัยและหน่วยงานด้านอวกาศศึกษาวงโคจรระดับนี้มานานหลายทศวรรษ แต่ในอดีต ข้อจำกัดด้านระบบขับเคลื่อน วัสดุ และต้นทุนการปล่อยดาวเทียม ทำให้การใช้งานจริงยังไม่คุ้มค่า
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่กฎของฟิสิกส์ หากแต่เป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric Propulsion) มีประสิทธิภาพสูงขึ้น วัสดุศาสตร์สามารถพัฒนาวัสดุที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในวงโคจรได้ดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนการปล่อยดาวเทียมก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงโคจรที่เคยถูกมองว่า "ใช้งานยาก" เริ่มมีความเป็นไปได้ทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงธุรกิจ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความต้องการข้อมูลจากอวกาศได้เปลี่ยนไป ในอดีต ภาพถ่ายจากดาวเทียมอาจเพียงพอสำหรับการจัดทำแผนที่หรือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่ปัจจุบัน ผู้ใช้งานต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้น อัปเดตได้บ่อยขึ้น และพร้อมนำไปใช้ตัดสินใจในสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการติดตามภัยพิบัติ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตรแม่นยำ หรือการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน
การลดระดับวงโคจรจึงกลายเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการยกระดับคุณภาพของข้อมูล โดยเฉพาะสำหรับภารกิจด้าน Earth Observation ที่ต้องการทั้งความละเอียดของภาพและความถี่ในการเก็บข้อมูลที่สูงขึ้น
การเข้าใกล้โลกมากขึ้น ทำให้เซนเซอร์สามารถมองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวโลกได้มากขึ้น หรือในอีกมุมหนึ่ง คือสามารถใช้กล้องที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังให้คุณภาพข้อมูลใกล้เคียงกับกล้องขนาดใหญ่ที่ปฏิบัติภารกิจในวงโคจรสูงกว่า
ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพถ่ายแบบออปติคัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเซนเซอร์ประเภท Synthetic Aperture Radar (SAR), Hyperspectral และ Thermal Imaging ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีสำคัญของการสำรวจโลกยุคใหม่
หากสามารถพัฒนา VLEO ให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ก็อาจช่วยให้การติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตร ป่าไม้ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน หรือภัยพิบัติต่าง ๆ มีทั้งความละเอียดและความถี่ในการเก็บข้อมูลที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การเข้าใกล้โลกมากขึ้นไม่ได้มีแต่ข้อดี เพราะวงโคจรระดับนี้ถือเป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุดสำหรับดาวเทียม แรงต้านจากชั้นบรรยากาศจะค่อย ๆ ดึงให้ดาวเทียมสูญเสียระดับวงโคจร ขณะเดียวกัน วัสดุภายนอกยังต้องเผชิญกับการกัดกร่อนจาก Atomic Oxygen ซึ่งเป็นปัญหาที่ดาวเทียมในวงโคจร LEO ทั่วไปได้รับผลกระทบน้อยกว่า
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า แม้ VLEO จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังไม่ใช่วงโคจรที่เหมาะกับทุกภารกิจ การเลือกใช้งานยังต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของภารกิจและข้อจำกัดทางวิศวกรรมของดาวเทียมแต่ละประเภท
แม้ดาวเทียมจะโคจรอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลก แต่ในระดับความสูงประมาณ 150-300 กิโลเมตร ยังมีโมเลกุลของอากาศหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง สำหรับเครื่องบิน ปริมาณอากาศระดับนี้แทบไม่มีผล แต่สำหรับดาวเทียมที่โคจรด้วยความเร็วประมาณ 7.8 กิโลเมตรต่อวินาที หรือกว่า 28,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โมเลกุลอากาศเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างแรงต้าน (Atmospheric Drag) ได้อย่างต่อเนื่อง
แรงต้านนี้ทำให้ดาวเทียมค่อย ๆ สูญเสียระดับวงโคจร หากไม่มีการชดเชยด้วยระบบขับเคลื่อน ดาวเทียมจะลดระดับลงเรื่อย ๆ จนกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและเผาไหม้ในที่สุด
นอกจากแรงต้านอากาศแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ VLEO แตกต่างจากวงโคจรอื่น นั่นคือ Atomic Oxygen
Atomic Oxygen เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตของดวงอาทิตย์ที่แยกโมเลกุลออกซิเจนออกเป็นอะตอมเดี่ยว แม้จะมองไม่เห็น แต่เมื่อดาวเทียมเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง อะตอมเหล่านี้สามารถกัดกร่อนพื้นผิว วัสดุเคลือบ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนภายนอกของดาวเทียมได้อย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ดาวเทียม VLEO ต้องเลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อน รวมถึงออกแบบโครงสร้างให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมเฉพาะของวงโคจรนี้

แม้ VLEO จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การทดลองใช้งานจริงเริ่มขึ้นมานานแล้ว หนึ่งในภารกิจสำคัญคือ GOCE (Gravity field and steady-state Ocean Circulation Explorer) ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency: ESA) ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2009 เพื่อศึกษาสนามโน้มถ่วงของโลก โดยเลือกปฏิบัติภารกิจที่ระดับประมาณ 255 กิโลเมตร ซึ่งต่ำกว่าดาวเทียมสำรวจโลกทั่วไป
เพื่อรับมือกับแรงต้านอากาศ วิศวกรออกแบบตัวดาวเทียมให้มีรูปทรงเพรียวเพื่อลดแรงเสียดทาน และติดตั้ง Ion Propulsion System (ระบบขับดันไอออน คือ เครื่องยนต์สำหรับยานอวกาศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเร่งอนุภาคแก๊สให้เป็นไอออน แล้วพ่นออกไปด้วยความเร็วสูงเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน) เพื่อชดเชยแรงต้านอากาศตลอดการปฏิบัติภารกิจ
ดาวเทียม GOCE สามารถปฏิบัติงานได้นานกว่า 4 ปี ก่อนสิ้นสุดภารกิจเมื่อเชื้อเพลิงหมด ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติภารกิจใน Very Low Earth Orbit (VLEO) สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากมีการออกแบบระบบที่เหมาะสม

หลังจาก GOCE องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ได้พัฒนา SLATS (Super Low Altitude Test Satellite) หรือ TSUBAME เพื่อศึกษาการปฏิบัติภารกิจในวงโคจรที่ต่ำกว่าเดิม โดยสามารถรักษาวงโคจรที่ระดับประมาณ 167 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นหนึ่งในระดับวงโคจรที่ต่ำที่สุดสำหรับดาวเทียมที่ปฏิบัติภารกิจเป็นเวลานาน
ภารกิจนี้ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจผลกระทบของแรงต้านอากาศ ความหนาแน่นของบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมใน VLEO มากขึ้น ข้อมูลที่ได้จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบดาวเทียมรุ่นใหม่

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเริ่มสะท้อนให้เห็นในภาคธุรกิจเช่นกัน รายงานล่าสุดของ Juniper Research คาดการณ์ว่า มูลค่าการลงทุนในตลาด VLEO จะเติบโตจากประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เป็น เกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2031
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเติบโตของการลงทุนในเทคโนโลยี VLEO ไม่ใช่มูลค่าตลาด Earth Observation ทั้งหมด โดยมีความต้องการข้อมูลด้านการสำรวจโลก และการพัฒนาระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาด
สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมเป็นหลัก แต่การติดตามความก้าวหน้าของ Very Low Earth Orbit (VLEO) และการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ทั้งด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมใน เศรษฐกิจอวกาศ (New Space Economy) ที่กำลังเติบโต
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เดินหน้าพัฒนานโยบายด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลักดัน ร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ การสนับสนุนนโยบาย Landing Rights และความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในการศึกษาศักยภาพของ LEO Satellite Constellations ซึ่งสะท้อนทิศทางการยกระดับการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมวงโคจรต่ำ การพัฒนาบุคลากร และการส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศในระยะยาว
แม้นโยบายของไทยในปัจจุบันจะมุ่งเน้น LEO Satellite Constellations เป็นหลัก แต่ความก้าวหน้าของ VLEO ซึ่งให้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงขึ้น เก็บข้อมูลได้ถี่ขึ้น และรองรับการใช้งานแบบ Near Real-time มีศักยภาพที่จะต่อยอดการพัฒนา Earth Observation และ Earth Intelligence ทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากร การเฝ้าระวังภัยพิบัติ การติดตามโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนการตัดสินใจจากข้อมูลเชิงพื้นที่
5 พ.ค. 2569
16 เม.ย 2569
18 ก.พ. 2569